เตรียมพัฒนาเด็กไทย ก้าวสู่ประชาคมอาเซียน

อีเมล พิมพ์ PDF

       นางสาวจุไร รัตน์ แสงบุญนำ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นวิทยากรในการประชุมวิชาการสุขภาพจิตและจิตเวชเด็ก ครั้งที่ ๑ และการประชุมวิชาการพัฒนาสติปัญญาเด็กไทยครั้งที่ในหัวข้อ“ความพร้อมของเด็กไทยในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน” ร่วมกับ น.พ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๕ ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ กรุงเทพมหานคร

 

       สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต ได้สำรวจระดับความฉลาดทางอารมณ์(EQ) ของเด็ก ปี ๒๕๕๔ ในกลุ่มนักเรียนไทย อายุ ๖-๑๑ ปี จำนวน ๕,๓๒๕ คน ใน ๔ ภาคและกรุงเทพมหานคร รวม ๑๐ จังหวัด พบว่า คะแนนความฉลากทางอารมณ์ (EQ) มีคะแนนเฉลี่ยระดับประเทศอยู่ระดับต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ คือมีค่าคะแนนอยู่ที่ ๔๕.๑๒ จากค่าคะแนนปกติ ๕๐-๑๐๐ ซึ่งมีจุดอ่อนทั้งองค์ประกอบใหญ่ คือ เก่ง ดี มีสุข โดยมีองค์ประกอบที่เป็นจุดอ่อนมาก ได้แก่ ความมุ่งมั่นพยายาม (๔๒.๙๘) ความกล้าแสดงออก (๔๓.๔๘) และความรื่นเริง เบิกบาน (๔๔.๕๓) โดยพบว่า ภาคใต้มีคะแนน EQ เฉลี่ยสูงสุด ๔๕.๙๕ ซึ่งใกล้กับค่าปกติมากที่สุดรองลงมา คือ ภาคเหนือ ๔๕.๘๔ กรุงเทพมหานคร ๔๕.๖๒ ภาคกลาง ๔๔.๓๘ และต่ำสุด คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๔๔.๐๔

         รองปลัดกระทรวง ศึกษาธิการ กล่าวในโอกาสนี้ว่า พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มีจุดมุ่งหมายในการสร้างเด็กไทยให้ เก่ง ดี มีสุข ซึ่งมุ่งพัฒนานาทั้งด้านสติปัญญา (IQ) ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) และด้านคุณธรรม จริยธรรม (MQ) เพื่อให้เด็กไทยอยู่ร่วมในสังคมโลก และประชาคมอาเซียนได้อย่างมีคุณภาพ ตามวิสัยทัศน์ของอาเซียน ที่มุ่งสร้างสังคมเอื้ออาทรและแบ่งปัน (Caring and Sharing Community) ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี สิทธิสตรีได้รับการยกย่อง ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ส่งเสริมด้านสุขภาพอนามัย มีความมั่นคงทางทหาร อยู่ร่วมกันบนพื้นฐานความแตกต่างของภูมิภาค โดยนำการศึกษามาเป็นส่วนช่วยพัฒนาและสร้างสังคมให้เกิดขึ้น โดยเริ่มจากการสร้างการรับรู้และตระหนักในความเป็นพลเมืองอาเซียนให้ประชาชน ของประเทศ ควบคู่ไปกับการพัฒนาความรู้ ทักษะ ในการดำรงชีวิตในประชาคมอาเซียนได้อย่างมีความสุข

        รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า หากมองในด้านผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน จะพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีคะแนนผลสัมฤทธิ์อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ทั้งในกลุ่มสาระวิชาพื้นฐาน ๘ วิชา การคิดวิเคราะห์ การอ่าน และการคำนวณ ดังนั้นแล้ว ปัญหาเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อเด็กไทยในอนาคตเมื่อก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทำให้เด็กไทยกลายเป็นแรงงานที่ไม่มีฝีมือ (Unskilled labor) ต้องเป็นลูกน้องหรือเสียเปรียบคนชาติอื่นๆ ที่เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย เนื่องจากการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงาน และการลงทุน กระทรวง ศึกษาธิการจึงมีนโยบายในการสร้างความรู้และทักษะให้กับเด็กไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมการเรียนภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และเทคโนโลยี พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนเลือกเรียนสายอาชีพ เพื่อเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

        รองอธิบดีกรมสุขภาพ จิต กล่าวเสริมว่า จากผลสำรวจการพัฒนาทางสติปัญญา (IQ) เด็กไทยพบว่า ร้อยละ ๗๐ มีพัฒนาการที่สมวัย ร้อยละ ๒๐ มีพัฒนาการช้า และอีกร้อยละ ๑๐ มีพัฒนาการไม่สมวัย เนื่องมาจากการป่วยเป็นโรค ซึ่งเด็กที่อยู่ในกลุ่มพัฒนาการสมวัยต้องได้รับการดูแล และได้รับการจัดการเรียนการศึกษาปกติของกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนเด็กที่อยู่ในกลุ่มพัฒนาการช้า ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษโดยการตรวจสอบและคัดแยกเด็กออกมาเพื่อรับการรักษา และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม เด็กทั้งหมด ย่อมต้องการการดูแล เอาใจใส่ จากผู้ปกครอง และคนรอบข้าง โดยยึดหลัก “กิน กอด เล่น เล่า” คือ กินอาหารที่มีโปรตีนและไอโอดีน เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของเด็ก, กอดเพื่อสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัว และเชื่อฟังพ่อแม่, เล่นเพื่อกระตุ้นความฉลาดและพัฒนาการและสร้างวินัยให้เกิดขึ้น และพ่อแม่ควรเล่าเรื่องให้ลูกฟัง เพื่อให้เกิดการตั้งคำถามมีปฏิสัมพันธ์กัน ก่อเกิดจินตนาการ

        ดังนั้นแล้ว คนในครอบครัว โรงเรียน และสังคมต้องดูแล เอาใจใส่ เด็กให้ได้รับการกระตุ้น พัฒนาทั้งทางด้านสติปัญญา อารมณ์ และคุณธรรม จริยธรรมร่วมกัน โดยเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติ ส่งเสริมการพัฒนาที่เหมาะสมกับแต่ละวัย และสร้างความภูมิใจให้ปฏิบัติได้ โดยชื่นชม ยกย่อง เมื่อเด็กทำความดี ซึ่งพื้นฐานเหล่านี้จะส่งผลให้เด็กอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้อย่างมีความ สุข และเตรียมพร้อมกับการเป็นพลเมืองอาเซียนในอนาคต

ธมกร/ข่าว
กิตติกร/ภาพ
กลุ่มสารนิเทศ สอ. สป.